เรื่องย่อโดย www.holidaytours.in.th
ที่เบอร์กไชร์ฮาธาเวย์
ช่วงแรกของการลงทุนของบัฟเฟตต์
เขาจะซื้อหุ้นที่ราคาถูกมาก ๆ
แต่ผลประกอบการระยะยาวของบริษัทนั้นไม่ดีนัก
โดยไม่ได้เลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
และมีความยั่งยืนของความได้เปรียบนั้น
และเขาเริ่มตระหนัก ว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน
ต่อมาเขาจึงเลิกลงการลงทุนรูปแบบนี้
เพราะมันเหมือนกับการหาคนที่โง่กว่ามาซื้อหุ้นต่อ
และมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากไม่มีคนที่โง่กว่ามาซื้อหุ้นไป….
————————————————————
รายละเอียด
————————————————————
ความผิดพลาด25ปีแรกของ วอเร็น บัฟเฟตต์
ข้อความต่อไปนี้ปรากฎอยู่ในรายงานประจำปี 2532
ของเบอร์กไชร์ฮาธาเวย์
บริษัทที่วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้ในการลงทุนถือหุ้นของเขา
สิ่งที่บัฟเฟตต์เขียนถือเป็นหลักสำคัญในวิธีคิดและ
หลักการลงทุนบางส่วนที่สำคัญมากของเขาในปัจจุบัน
ความผิดพลาดข้อแรกของผม
แน่นอนคือการซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของเบอร์กไชร์
ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าธุรกิจของมัน การผลิตสิ่งทอ
เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีอนาคต
แต่ผมก็ถูกล่อให้ซื้อเพราะราคาที่ดูเหมือนว่าจะถูกมาก
การซื้อหุ้นแบบนั้นได้สร้างผลตอบแทนให้ผมไม่เลว
ในช่วงที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ
อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้เบอร์กไชร์มาในปี 2508
ผมก็เริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน
ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ถูกพอ
โดยปกติก็จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผลกำไรของธุรกิจ
จะกระตุกหรือดีดตัวขึ้นซึ่ง
จะเปิดโอกาสให้คุณขายหุ้นทิ้งและได้กำไรพอสมควร
ถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในระยะยาวของธุรกิจจะแย่มาก
ผมเรียกแนวการลงทุนแบบนี้ว่า ก้นบุหรี่
นั่นคือก้นบุหรี่ที่พบบนถนนที่เหลือพอสูบได้
เพียงคำเดียวนั้นอาจจะให้ความสุขในการสูบได้ไม่มาก
แต่ราคาซื้อที่ถูกมาก”
จะทำให้การสูบมีกำไร
บัฟเฟตต์ พูดอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการซื้อหุ้น
โดยมองที่ความถูกเป็นหลักและเขาสรุปว่า
ผมสามารถยกตัวอย่างความโง่เขลาของการซื้อหุ้นถูก อื่น ๆ อีก
แต่ผมแน่ใจว่าคุณจะเห็นภาพนั่นคือ มันเป็นเรื่องที่ดีกว่ามาก
ที่จะซื้อบริษัทที่ดีเลิศในราคาที่ยุติธรรม
แทนที่จะซื้อบริษัทที่ดีพอใช้ในราคาที่ดีเยี่ยม
ผมเป็นคนที่เรียนรู้ช้า แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อจะซื้อบริษัทหรือหุ้น
เรามองหาธุรกิจชั้นหนึ่ง
ที่มาพร้อมกับผู้บริหารชั้นหนึ่ง
ผมได้พูดมาหลายครั้งว่า
เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงสุดยอดในการบริหารธุรกิจ
มาเจอกับธุรกิจที่มีชื่อเสียงสุด แย่ในด้านของการทำกำไร
สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ
ชื่อเสียงของธุรกิจ
บทเรียนต่อมาที่บัฟเฟตต์พูดถึงก็คือ หลังจาก 25
ปีของการซื้อและดูแลธุรกิจที่หลากหลาย
ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหายาก ๆ ของธุรกิจเลย
สิ่งที่เราเรียนรู้ก็คือการหลีกมัน
การที่เราประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพราะเรามุ่งเน้นที่การมองหารั้วที่สูง 1 ฟุต
สามารถก้าวข้ามไปได้มากกว่าที่เราจะสร้างความสามารถในการที่
จะกระโดดข้ามรั้วสูง 7 ฟุต
การค้นพบนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยุติธรรม
แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจและการลงทุน
มันเป็นเรื่องที่สามารถทำ
กำไรได้มากกว่ามากที่จะเพียงยึดอยู่กับสิ่งที่ง่ายและ
เห็นได้ชัดมากกว่าที่จะวิเคราะห์หรือตัดสินใจในสิ่งที่ยาก…
ในอีกกรณีหนึ่ง
โอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจที่ดีเยี่ยมประสบกับ
ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดครั้งเดียว
แต่แก้ไขได้อย่างเช่นในกรณีที่เกิดมาแล้วหลายปีของหุ้นอเมริกัน
เอ็กซ์เพรสและ GEICO
อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว
เราทำได้ดีกว่าโดยการหลีกเลี่ยงมังกรแทนที่จะฆ่ามัน
การค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของผมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากใน
ธุรกิจก็คือพลังแฝง ที่เราอาจจะเรียกว่า
“สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถาบัน”…….ยกตัวอย่างเช่น…….
2) เช่นเดียวกับที่งานถูกขยายออกไปเมื่อมีเวลาเหลือ
โครงการลงทุนและการซื้อกิจการต่าง ๆ
ก็เกิดขึ้นเพื่อที่จะใช้เงินของบริษัทให้หมด
3) ธุรกิจที่ผู้นำปรารถนาที่จะทำ ไม่ว่าจะโง่เขลาเพียงใด
จะได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วโดยตัวเลข
ผลตอบแทนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่เตรียมโดยลูกน้องของเขา
4) พฤติกรรมของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะขยายงาน
ซื้อกิจการ ตั้งและจ่ายผลตอบแทน
ให้แก่ผู้บริหาร หรืออะไรก็ตาม
จะถูกเลียนแบบโดยไม่คิดถึงความเหมาะสม.
หลังจากความผิดพลาดอื่น ๆ
ผมเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจเฉพาะกับคนที่ผมชอบ เชื่อใจ และยกย่อง
ตรงกันข้ามเราไม่ประสงค์ที่ร่วมกับผู้จัดการซึ่งขาดคุณสมบัติที
่น่าชมเชยไม่ว่าธุรกิจของเขาจะมีแนวโน้ม
น่าสนใจแค่ไหน เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการซื้อธุรกิจดี ๆ
กับคนที่ไม่ดี
ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของผมไม่ได้เปิดเผยต่อสาธา
รณชน นั่นคือหุ้นหรือธุรกิจซึ่งผมรู้จัก
คุณค่าของมันดีแต่กลับไม่ได้ซื้อ
ไม่ใช่เรื่องบาปที่คนจะพลาดโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่
นอกเหนือความรู้ หรือความเข้าใจของเขา
แต่ผมได้ปล่อยธุรกิจที่ยิ่งใหญ่หลายรายที่เสิร์ปมาให้ถึงที่และ
เป็นธุรกิจที่ผมสามารถ
เข้าใจได้อย่างเต็มที่ให้หลุดไป สำหรับผู้ถือหุ้นของเบอร์กไชร์
รวมถึงตัวผมเอง บทเรียนนี้ราคาแพงมาก
นโยบายการเงินที่อนุรักษ์นิยมสุดยอดของเราอาจจะดูเหมือนว่าเป็น
ความผิดพลาดแต่ผมคิดว่าไม่
มองย้อนกลับไปถ้าเรากู้เงินมาลงทุนในระดับปกติของธุรกิจ
ผลตอบแทนการลงทุนของเราคงจะดีกว่า
เฉลี่ยปีละ 23.8% ที่เราได้มา แม้ในปี 2508
บางทีเราสามารถที่จะตัดสินว่ามีโอกาสถึง 99% ที่การกู้เพิ่ม
จะทำให้ผลกำไรสูงขึ้น ในเวลาเดียวกันเราอาจจะเห็นว่ามีโอกาสเพียง
1% ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ซึ่งอาจทำให้เราเสียหายหรือถึงล้มละลาย
เราไม่ชอบโอกาส 99:1 นั้นและจะไม่ชอบตลอดไป
โอกาสเล็กน้อยของการเสียหายหรือเสียหายหนัก
ในมุมมองของเราจะไม่คุ้มกับโอกาสมากมายที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
ถ้าการกระทำของคุณมีเหตุผลคุณ
ก็แน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่แล้ว
ในกรณีส่วนมากการกู้ก็เพียงแต่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนเร็วขึ้น…
ผมไม่เคยรีบมาก : เรามีความสุขกับการลงทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ได้
– แม้ว่าเราจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันทั้งคู่
เราหวังว่าในอีก 25 ปีต่อไปที่เราจะรายงานความผิดพลาดใน 50 ปีแรก
ถ้าเรายังคงอยู่ในปี 2558 ที่จะทำอย่างนั้น
คุณเชื่อได้เลยว่าส่วนนี้จะกินพื้นที่กระดาษมากกว่านี้มาก”
Value Investor
ของไทยเรายังมีบทเรียนหรือความผิดพลาดน้อยเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ความคิดและ
แนวทางการลงทุนแบบ Value Investment
ที่เพิ่งก่อร่างขึ้นมาเพียงไม่ถึง 10 ปี แต่โชคดีที่เรามีเซียน
อย่างวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน และ
เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
ตลาดอเมริกันกับไทยอาจจะแตกต่างกัน
แต่ผมคิดว่าหลักการนั้นใช้กันได้เกือบ 100% เงื่อนไขของ
ความสำเร็จนั้นอยู่ที่คนจะประยุกต์ใช้ได้ดีแค่ไหนและมีความมั่น
คงเพียงใด
———————————————————— -
บทความนี้นำมาจาก Thaivi แต่ได้แก้ไขเล็กน้อย
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=pu121&group=2